The Witnesses ... ซ่อนรักไว้ข้างหลัง 
ชื่อภาพยนตร์ :The Witnesses ชื่อไทย : ซ่อนรักไว้ข้างหลัง ชื่ออื่นๆ : Les Temoins ประเภท : Drama วันที่เข้าฉาย : 4 ตุลาคม 2550 ความยาว : 115 นาที ฉายเฉพาะที่ : โรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์ กำกับโดย : Andre Techine เขียนโดย : Laurent Guyot, Andre Techine, Viviane Zingg สร้างโดยประเทศ : France จำหน่ายโดย : เจ-บิ๊คส์ ฟิล์ม นำแสดงโดย Johan Libereau ... Manu Michel Blanc ... Adrien Emmanuelle Beart ... Sarah Sami Bouajila ... Mehdi Julie Depardieu ... Julie Constance Dolle ... Sandra Lorenzo Balducci ... Steve 
พลิกประวัติศาสตร์ โรคเอดส์ ใน ช่วงทศวรรษที่ 1980 อีกครั้งกับโรคร้ายที่ผู้คนต้องเสียชีวิตด้วยโรคร้ายนี้โดยไม่มีข้อกังขาจนมีผลสืบเนื่องมาจากการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “THE WITNESSES ซ่อนรักไว้ข้างหลัง” ผลงานการกำกับการแสดงของ “อังเดร เทรชีน” ผู้กำกับฯ หนุ่มมากฝีมือจากเมืองน้ำหอมที่เคยฝากผลงานมาแล้วมากมาย อาทิ เทมปส์ ควี แชนเจนท์, เชนจิ้ง ไทมส์ เลส เอกาเรส, สเตรยด์ลองน์, ฟาร์ อเวย์ ฯลฯ ที่มีแนวคิดที่ไม่เหมือนใครกับการสร้างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์และเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับ กลุ่มรักร่วมเพศ ที่ประสบกับโศกนาฏกรรม พยานผู้รู้เห็นและรอดพ้นจากโรคเอดส์แต่ไม่สามารถแอบแฝงรอยแผลที่กรีดลึกในใจได้ ด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จากทศวรรษที่1980 ยุคเริ่มแรกของการเรียนรู้โรคร้าย ที่ใช้ชื่อว่าเอดส์ กับการนำเรื่องราวการเรียนรู้ทั้งหมดนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่อิงจากเหตุการณ์จริง ที่พวกเขาและเธอต้องประสบพบเจอกับโรคร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ ความรัก ความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด และการแพร่ระบาดของโรคที่น่ารังเกลียด
โดยครั้งนี้ “อังเดร เทรชีน” คือผู้ทำหน้าที่หยิบยกเรื่องราวของเอดส์ มาสร้างใหม่ให้เป็นภาพยนตร์ ประวัติศาสตร์ โดยได้เขาได้มีแนวคิด “ผมต้องการสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่ถูกหยิบยกมาจากเรื่องจริงและสิ่งที่ผมได้พบเห็น “THE WITNESSES” คือภาพยนตร์ไม่ใช่สารคดี ซึ่งภาพยนตร์แนวนี้ไม่มีมากนักอย่างน้อยก็ในฝรั่งเศสเองหรือแม้แต่อเมริกาก็ไม่มีให้ได้เห็น เหมือนดังเช่น “หนังสงครามเวียดนาม” ซึ่งแท้จริงผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นไม่เพียงมีผลกับปัจเจกบุคคลหากยังส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมทั้งปวง ดังนั้นมันจึงทำให้ผมอยากสร้างภาพยนตร์ ที่ไม่ถูกมองผ่านเลยไป” “อังเดร เทรชีน” กล่าว ติดตามชมโศกนาฏกรรม แห่งโรคร้าย “เอดส์” และ เพศที่สาม เข้ามาเกี่ยวข้อง ทางเลือกและข้อคิดแห่งการอยู่รอดอย่างสุขใจ ในภาพยนตร์ เรื่อง “THE WITNESSES ซ่อนรักไว้ข้างหลัง” 4 ตุลาคมนี้ ประกาศก้องทั่วกัน ในโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์

เนื้อเรื่องย่อ The Witnesses ซ่อนรักไว้ข้างหลัง “The Witnesses ซ่อนรักไว้ข้างหลัง” หนังรักของเพศที่ 3 และเรื่องราวของการเรียนรู้โรคเอดส์ในยุคเริ่มแรก ราวๆ ปี 1984 ในประเทศฝรั่งเศส ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ซับซ้อน ระหว่างการเดินทางของเกย์ 2 คน และคู่สามี-ภรรยา ผลงานของ “อังเดร เทชีน” (Andre Techine) ผู้กำกับฯ มือดีที่กำกับฯ ภาพยนตร์มาแล้วนับไม่ถ้วน
มานู เด็กหนุ่มหน้าตาดีที่เดินทางเข้ามาปารีส เพื่อหางานทำ จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ เอเดรียน แพทย์วัย 50 กว่า ผู้มั่งคั่งและหลงรัก มานู โดยเขาเองชักนำแนวทางที่ดีมาสู่ มานู ในทุกๆเรื่อง เอเดรียน แนะนำให้ มานู รู้จักกับเพื่อนของเขา ซาร่าห์ นักเขียนนิยายเกี่ยวกับเด็กและ เมห์ดี้ สามีผู้ป็นตำรวจ ทั้งคู่ต่างมีอิสรภาพทางความรักอย่างชัดเจนในการเลือกที่จะมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกับใครก็ได้ ทั้งสี่คนได้เดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน จนความรัก ความสัมพันธ์ได้เกิดขึ้นระหว่าง มานูและเมห์ดี้ พวกเขาต้องตกเป็นทาสแห่งความรักและความปารถนา ทั้งสองแอบมีเซ็กส์กันเรื่อยมา แต่ความสุขไม่ได้อยู่ยั่งยืน พวกเขากลับต้องพบเจอกับโศกนาฏกรรมแห่งชีวิต เมื่อ มานู เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อกลับเป็น “เอดส์” โรคร้ายที่ยังไม่รู้จักแพร่หลายนักในยุคนั้น ทั้งสี่คนต้องร่วมชะตากรรมครั้งนี้ เรียนรู้ถึงความรักที่แท้จริง เรียนรู้ที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน เรียนรู้ถึงการแพร่ระบาดของโรค “เอดส์” ในยุคสมัยที่ผู้คนยังมีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเสรี และเรียนรู้ที่จะหาทางยั้บยั้งโรคร้ายนี้ 
บทวิจารณ์ภาพยนตร์ The Witnesses ซ่อนรักไว้ข้างหลัง THE WITNESSES รัก…ออกแบบไม่ได้
นับแต่เชื้อไวรัสร้ายเริ่มแพร่ระบาดช่วงทศวรรษ 1980 ความสุขเคล้าความรื่นรมย์หลังสุมทุมพุ่มไม้ของบรรดาหนุ่มขายน้ำทั้งหลาย, รวมทั้งบรรดาสาวขายบริการริมถนนหนทางต่างพลอยฟ้าพลอยฝนประหวั่นพรั่นพรึงไปตามๆกัน… ตัวผู้กำกับ ‘อังเดร เทชีน’ ถึงกับกล่าวว่า “ก่อนที่เจ้าโรคเอดส์มันจะระบาด เสรีภาพทางเพศทำให้ผู้คนทำการทดลองกับความสัมพันธ์ของพวกเขาในทางที่สอดประสานโดยไร้ซึ่งความละอายและไร้ซึ่งการพูดคุย ความสัมพันธ์ทางกายและมิตรภาพสามารถเป็นเรื่องที่นำมาทดลองได้โดยปราศจากความรู้สึกผิด ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ผมเรียกว่า ‘ช่วงเวลาแห่งความสุข’ ” เฉกเช่นเดียวกับความสุขของ ‘มานู’ (โยฮัน ลิเบโร) หนุ่มเกย์เจ้าเสน่ห์ (ซึ่งในเวลาต่อมารับเจ้าเชื้อนี้ไปเต็มๆ) ที่ผูกโยงความสัมพันธ์เข้ากับตัวละครหลักทั้ง 4 คน อาทิ เอเดรียง (มิเชล บลองค์) หมอวัยกลางคนผู้เฝ้าถนอมคอยเป็นห่วงเป็นใยรักใคร่มานูมาโดยตลอด, เมห์ดี้ (ซามี่ โบอาจิลา) ตำรวจหนุ่มพ่อลูกอ่อนที่หักห้ามใจจากสัมพันธ์สวาทกับมานูไม่ได้ซักที, ซาร่าห์ (เอมมานูเอล บาร์ท –กับการใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นที่เหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลยของเธอ) นักเขียนหนังสือเด็กผู้ให้อิสระสามีในเรื่องเพศอย่างเต็มที่, จูดี้ (จูลี่ ดีพาร์ดิว) นักร้องโอเปร่าพี่สาวเพียงคนเดียวของมานูที่เหมือนจะเข้าใจเขามากกว่าใคร แต่ลงเอยด้วยความที่เธออาจไม่เข้าใจอะไรเลยในตัวน้องชายคนนี้…? The Witnesses อาจให้ภาพความสนุกนึกครึ้มบวกความน่ารักน่าชังของพ่อหนุ่มมานู ตั้งแต่ครั้งแรกที่คนดูเห็นเขากำลังรื่นรมย์ครื้นเครงสนุกอยู่กับชีวิตตามสุมทุมพุ่มไม้ในสวนสาธารณะร่วมกับเพื่อนเกย์ด้วยกันอีกหลายคน (หรือที่เรียกว่า ‘เซ็กซ์หมู่’) ก่อนที่เอเดรียงผู้รักนิยมชมชอบในความสัมพันธ์แบบเกย์จะดึงมานูมาเป็นคู่เคียงหวังซอกไซร้ให้สำราญใจ…แต่เขาก็มิอาจปฏิบัติกับมานูตามปรารถนาเบื้องลึกได้ดังต้องการ เมื่อมานูให้ความสนิทชิดเชื้อได้แค่ความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน ซึ่งเอเดรียงเองก็พร้อมตามใจและให้อิสระในวิถีทางแบบไม่ผูกมัดตามที่มานูต้องการโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะเพียงแค่ได้อยู่ใกล้ชิดหยอกเย้ามานูและเที่ยวสนุกสนานร่วมกันบ้างบางครั้งมันก็เป็นสุขแล้วสำหรับเขา 
และการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี่เอง เอเดรียงพามานูมาล่องเรือที่บ้านริมทะเลของเพื่อนสนิทอย่างซาร่าห์และเมห์ดี้สองสามีภรรยา ก็ได้ชักพาให้ความรู้สึกส่วนลึกกระตุ้นให้เมห์ดี้เกิดอากาหวั่นไหวกับมานูขึ้นมา… ซึ่งฉากที่กระตุ้นให้ฮอร์นโมนมาดแมนชายชาติตำรวจต้องสั่นสะท้านก็คือ เมื่อซาร่าห์กับเอเดรียงทั้งคู่กำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่ริมชายหาด ส่วนคู่ของเมห์ดี้กับมานูกำลังว่ายน้ำร่วมกันอย่างเมามันส์อยู่นั้น ทว่า…ระหว่างทางว่ายกลับ มานูเกิดจมน้ำแล้วเมห์ดี้ก็ได้ดำดิ่งลงไปช่วย สายใยความผูกพันจากจุดช่วยชีวิตนี้เองจึงได้ชักใยก่อร่างสร้างตัวในเวลาต่อมาให้ทั้งสองเกิดอาการต้องตาต้องใจปิ๊งปั๊งรักกันเข้าทันที และบานปลายดังชายแตกเนื้อหนุ่มคึกคะนองมีเซ็กซ์ร่วมกันบ่อยครั้งเมื่อสบโอกาส (หรือเรียกว่าแทบจะทุกวัน) โดยที่วันๆซาร่าห์ก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อสามีมากนัก เธอง่วนแต่ปั่นต้นฉบับ คิดพล็อตหัวแทบแตก กระทั่งลูกน้อยที่นอนโยเยร้องหิวนมเธอแทบไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำ แต่ทางฝ่ายของเอเดรียงนี่สิกลับเป็นขั้วตรงกันข้ามกับซาร่าห์ เขาเหมือนคนอกหักทุกข์ระทมตรมใจที่อยู่ๆมานูก็เงียบหายลาจากแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย…จนกระทั่งได้ล่วงรู้ความสัมพันธ์แบบสายฟ้าแลบที่มานูปันใจให้เมห์ดี้นี่แหละ เขาถึงกับบ้าคลั่งและเครียดจนกระดกเหล้าได้อย่างกับน้ำเปล่า และโกรธมานูเป็นฟืนเป็นไฟเสมือนความไว้ใจที่ตนมีให้ถูกหักหลัง (นี่หนอ…ความหลงมัวเมาในรูปรสแห่งรักจนต้องระทม) แรกเริ่มเขียนบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ผมกะบรรยายสรรพคุณรูปแบบของ ‘รักร่วมเพศ’ ของตัวละครที่เข้ามาพัวพันและอินังพันตูรักซึ้งกับมานู แต่เผอิ๊ญ…เผอิญ เจอคุณผู้กำกับอังเดรเบรคดังเอี๊ยด…! ไว้ซะก่อนว่า “การตีความหมายแบบนั้นเหมือนเป็นการทำอะไรตามอำเภอใจมาก เพราะผมไม่ได้อธิบายลักษณะของพวกเขาเอาไว้แบบนั้นเลย ผมยอมรับไม่ได้ที่ตัวละครของผมถูกลดค่าลงไปเพราะพฤติกรรมทางเพศของเขาหรือของเธอ” (จ้า…เมื่อคุณพูดมาเราจะขอเลี่ยงประเด็นนี้ไปซะ) ซึ่งพอดูไปเรื่อยๆก็พอเข้าใจว่า ทุกคนล้วนมีสิทธิชอบธรรมในการเป็นตัวของตัวเองดังที่ผู้กำกับเขากล่าวไว้จริงๆ เพราะไม่ว่ามานูอยากจะใช้ชีวิตสนุกสนานหรืออยากจะไปมั่วกับใครมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา และไม่ว่านายตำรวจลูกหนึ่งอย่างเมห์ดี้จะมาสปาร์ครักติดหนึบในรสเพศกับมานู โดยที่กลับบ้านก็ยังไปมีอะไรกับภรรยามันก็เป็นสิทธิ์ชอบธรรมของเขา หรือไม่ว่าฐานะการงาน การเงินมั่งคั่ง ความมีหน้ามีตาเป็นคุณหมอใหญ่ของ 
เอเดรียงหลังเลิกงานจะแวะไปซื้อบริการจากหนุ่มหล่อเหลาหน้าตาดีซักกี่คนเพื่อมาบำเรอบำรุงความสุขของตนมันก็เป็นสิทธิส่วนตัวของเขาเช่นกันมิใช่หรือ! ซึ่งปรารถนาส่วนลึกหรือสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคนนั้น จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเกินกว่าที่คนภายนอกอย่างเราจะเข้าใจ ผมชื่นชอบตัวละครอย่างจูดี้ พี่สาวของมานูตรงความพยายามพากเพียรที่จะเป็นนักร้องโอเปร่า เริ่มแรกเธอจะมีบทบาทเป็นเพียงพี่สาวที่มีชีวิตเรื่อยเอื่อยเฉื่อยไม่สนุกครึกครื้นเริงร่าเหมือนน้องชาย เธอมาดมั่นคว้าฝันเพียงอย่างเดียวกับการโหยหวนเอื้อนลูกคอของเธอ แต่เอ่อ…พอหนังเริ่มให้รายละเอียดตัวละครตัวนี้เพิ่มมากขึ้น เราจึงเริ่มรู้สึกขึ้นมาในทันทีเลยว่า จูดี้แม้ดูเปล่าเปลี่ยว ดูไม่ค่อยสังสรรค์มีเพื่อนมากมายอย่างใครเขา แต่เธอก็ดูท่าจะเป็นคนหนึ่งที่เรียนรู้จักการอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความรักจากคนอื่นเข้ามาอีนังพันตูมากนัก แม้ปากเธอจะบอกว่าเธอไม่ได้ตัดขาดจากการมีความสัมพันธ์หรือการสร้างครอบครัวก็ตาม แต่เธอก็ไม่ได้โหยไห้หรือเรียกร้องชีวิตคู่มากเหมือนที่คนอื่นๆพยายามไขว่คว้า เธอเป็นตัวละครที่ในโลกของความเป็นจริงยืนพื้นอยู่น้อยมาก…ซึ่งส่วนใหญ่หวังพึ่งพิงชีวิตไว้กับการควานหารักแท้กันแทบทั้งสิ้น! กระทั่งเจ้าเชื้อร้ายหรือที่เรียกกันว่าเอดส์ มาพ้องแผ้วย่ำกรายสู่ชีวิตของมานูนั่นแหละ มันจึงเป็นช่วงเวลาสืบทอดสำหรับ ‘คนที่รัก’ ต้องมาแบกรับผลพวงที่เกิดขึ้นกับเขา ซึ่งหนังก็มิได้ใจไม้ไส้ระกำจนเกินไปว่าทุกคนจะต้องรังเกียจเดียดฉันท์พานหนีไปเสียหมดทิ้งเขาให้เผชิญโรคร้ายเพียงลำพัง แต่หนังกลับให้ภาพความเห็นใจ น่าเวทนา และสงสารต่อผู้พานพบประสพโรคร้ายอย่างนี้
แรกเริ่มที่ทุกคนรับรู้ว่ามานูติดเชื้อ หนึ่งในคนที่ใกล้ชิดสัมพันธ์ลึกซึ้งมากที่สุดอย่างเมห์ดี้ ถึงกลับสลดหดหู่และร้องไห้พร้อมสงสารตัวเอง (ประมาณว่า กูต้องติดเชื้อด้วยแน่) แต่พอผลเลือดระบุว่าทั้งเขาและภรรยาไม่ติดเชื้อ (เพราะพ่อเมห์ดี้กลับบ้านมามั่วกับหล่อนด้วย) เท่านี้แหละ ความสงสารก็พรั่งพรูหลั่งไหลทะลักมาสู่มานูผู้เคราะห์ร้าย โดยมีเอเดรียงอาสาเยียวยาเฝ้าไข้และพยายามปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยการหาทางผลิตตัวยาเพื่อป้องกันเจ้าโรคร้ายชนิดนี้… (ซึ่งนับจากเริ่มมีเชื้อเอดส์ระบาดมาจนถึงปัจจุบัน- ยังไม่มีตัวยาใดสามารถพิชิตเจ้าโรคร้ายนี้ได้เลย ผลของยาทำได้เพียงบรรเทาและชะลออาการของผู้ป่วยเท่านั้นเอง) และนั่นคือบทสรุป‘ช่วงเวลาแห่งความสุข’ ของมานูที่กำลังจะผ่านพ้นไป 
โดยส่วนตัว ผมกลับรู้สึกมาตลอดว่าซาร่าห์เป็นผู้หญิงที่มีอารมณ์ร้ายลึกที่ค่อนข้างน่ากลัวยังไงไม่รู้ ถึงแม้เธอไม่เคยโกรธเรื่องสามีไปมีความสัมพันธ์นอกบ้านกับใคร (โดยเฉพาะผู้ชายด้วยกันอย่างมานู) แต่เธอกลับดูน่ากลัวพิลึก เมื่อเธอพร้อมอภัยให้ผัวที่ไม่นำเชื้อร้ายมาติด แถมยังกล้าจูบปากมานูเพื่อบ่งบอกสถานภาพความสัมพันธ์ว่าเธอมิได้รังเกียจรังงอนหรือดูแคลนกับสภาพอันน่าเวทนาของเขาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกลัวในตัวเธอมาตลอดมันส่งผลในตอนท้ายๆของเรื่องนี่แหละ ซึ่งมันก็ตรงกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเองด้วยเช่นกัน!
นั่นคือ เธอฉลาดในการมองความเป็นไปของความสัมพันธ์ของสามีและมองผลร้ายของเชื้อเอดส์ที่กำลังทำลายชีวิตของมานูควบคู่กันไป โดยทำการจดบันทึกและตอกแป้นพิมพ์ดีดอย่างบ้าคลั่งเมื่ออารมณ์ศิลปินพรั่งพรู แถมให้เทปบันทึกกับมานูไว้ระบายความในใจทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตก่อนสิ้นลมหายใจเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนิยายเล่มใหม่ของเธอ (แทนการเขียนหนังสือเด็กที่เธอบอกว่า “ฉันเกลียดเด็ก”) อนึ่งโปสเตอร์ในหนังเรื่องนี้ก็ฉลาดพอที่จะซุกซ่อนเป็นนัยน์แล้วด้วยว่าซาร่าห์ เธอซ่อนเร้นความร้ายกาจไว้เพียงครึ่งหน้าเพื่อให้ทุกคน (รวมทั้งคนดู) ได้ตายใจ จากภาพที่เราเห็นหน้าเธอจะดูบึ้งตึง เย็นชา และไม่อินังขังขอบกับตัวละครที่เหลือเลย ขณะที่เอเดรียง, เมห์ดี้และมานูทุกคนต่างกำลังยิ้มร่า แต่สำหรับซาร่าห์…เธอกลับซุกซ่อนเงามืดอีกด้านหนึ่งไว้อย่างน่าสะพรึง! ชมตัวอย่าง The Witnesses ซ่อนรักไว้ข้างหลัง (แบบที่ 1)
ชมตัวอย่าง The Witnesses ซ่อนรักไว้ข้างหลัง (แบบที่ 2 มีซับไทเทิ้ลภาษาอังกฤษ)
ข้อมูลและภาพ
http://www.kapook.com http://www.youtube.com http://www.siamzone.com http://www.popcornfor2.com
|