
• อภิเษกสมรส
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัยมีพระชนมายุได้ ๑๖ ชันษา พระราชบิดาทรงสร้างปราสาทขึ้น ๓ หลังสำหรับ ให้เจ้าชายประทับในฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว จากนั้นพระองค์ก็ทรงสู่ขอ เจ้าหญิงพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดา ในพระเจ้าสุปปพุทธะกับพระนางอมิตาแห่งกรุงเทวทหะมาอภิเษกกับเจ้าชายสิทธัตถะ ในพระราชพิธีอภิเษกสมรสของ พระนางยโสธรา ได้มีการทดลองพละกำลังและสติปัญญาระหว่างเจ้าชายทั้งหลาย ในการประลองครั้งนี้เจ้าชาย สิทธัตถะได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถเหนือเจ้าชายอื่นๆ ไม่มีผู้ใดเทียบได้ในการใช้กระบี่บนหลังม้า พระองค์ทรงมีความสามารถใน “ลักษาเวทะ” คือสามารถยิงถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำโดยใช้ “สิงห์ธนู” ซึ่งไม่ต้อง โก่งธนูให้เชือกตึง และพระนางยโสธราทรงคล้องพวงมาลัยที่พระศอของเจ้าชายสิทธัตถะผู้ได้รับชัยชนะด้วยความ ภูมิพระทัย พิธีอภิเษกสมรสได้จัดขึ้นหลังจากผ่านข้อแม้ต่างๆ อย่างสมพระเกียรติ และเจ้าชายสิทธัตถะทรงอยู่กับ พระนางยโสธราอย่างมีความสุข จนกระทั่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระชนมายุ ๒๙ ชันษา พระนางยโสธราก็ทรง พระครรภ์
• เทวทูต ๔
พระเจ้าสุทโธทนะได้จัดให้พระราชกุมารอยู่บนพระราชวังที่ใหญ่โต ปราศจากคนสูงอายุหรือคนป่วยที่นั่น ไม่มีการพูดถึงเรื่องเศร้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เจ้าชายสิทธัตถะเกิดความเบื่อหน่ายในการครองเรือน วันหนึ่งเจ้าชาย สิทธัตถะมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จประพาสอุทยาน ขณะที่ประทับราชรถไประหว่างทางได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ ผมหงอก ถือไม้เท้าเดินสวนมาทำให้ทรงรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ วันต่อมาพระองค์ก็เสด็จประพาสอุทยานเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งนี้ได้ทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บที่ร่างกายเต็มไปด้วยแผลเน่าเปื่อย ร้องครวญครางอยู่ข้างถนน เป็นที่น่าเวทนาและ พระองค์ได้ช่วยพยุงคนเจ็บให้ลุกขึ้น
อีก ๑๕ วันต่อมาเสด็จเลียบพระนครเป็นครั้งที่ ๓ โดยราชรถก็ทอดพระเนตรเห็นคนตายถูกหามไปยังป่าช้า มีญาติเดินร้องรำพันด้วยความอาลัยรัก ครั้นเสด็จออกไปเป็นครั้งที่ ๔ ก็ทรงพบกับนักบวชนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ (ผ้าย้อมฝาด) มีกิริยาน่าเลื่อมใส
• เสด็จหนีบรรพชา
การที่เจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทำให้ทรง ตระหนักว่าทุกคนจะต้องแก่ชราและมีโรคภัยไข้เจ็บมาทำลายความสวยความงาม บั่นทอนพละกำลังและร่างกายทุกคน จะต้องตายในวันใดวันหนึ่งไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงได้ อันเป็นความทุกข์กังวลอย่างใหญ่หลวงของมนุษย์เมื่อความ จริงประจักษ์แก่พระองค์ พระองค์ทรงรู้สึกตัดขาดจากความเพลิดเพลินในทางโลกอย่างสิ้นเชิง ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ ที่จะเสด็จออกบวชเพื่อหาหนทางพ้นจากความทุกข์ ทำอย่างไรถึงจะบรรลุอมตธรรม จากวันนั้นเป็นต้นไป พระองค์ ทรงยึดในความคิดนั้นเพียงอย่างเดียว และในคืนวันหนึ่ง พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกจากพระราชวัง โดย พระองค์เสด็จเยี่ยมพระนางยโสธรากับพระราชโอรสซึ่งกำลังบรรทมหลับอยู่ แม้จะทรงอาลัยแต่ก็หักพระทัยทิ้ง พระนางยโสธราและพระราชโอรสที่เพิ่งประสูติใหม่ชื่อ ราหุล ไว้เบื้องหลัง เสด็จออกมาทรงม้ากัณฐกะ หนีออกจาก พระนครพร้อมกับนายฉันนะ
• ทรงตัดพระโมฬี
เจ้าชายสิทธัตถะทรงม้ากัณฐกะมาจนกระทั่งใกล้รุ่ง ก็เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำอโนมาจึงเสด็จลงจากหลังม้า ทรงใช้ พระขรรค์ตัดพระโมฬี (จุก) ออกเหลือเส้นพระเกศายาวประมาณ ๒ องคุลี (๑ องคุลีจะเท่ากับข้อปลายของนิ้วกลาง) ม้วนไปทางขวาเป็นวงกลมซึ่งพระเกศาไม่มีการยาวออกมาอีกจนกระทั่งพระองค์ปรินิพพานแล้วเปลี่ยน ฉลองพระองค์ เป็นนักบวช จากนั้นทรงอธิษฐานขอบรรพชาเป็นนักบวช จากนั้นพระองค์ทรงรับสั่งให้นายฉันนะนำม้ากัณฐกะและ ฉลองพระองค์เดิมของพระองค์กลับพระนคร เพื่อไปถวายพระเจ้าสุทโธทนะที่พระราชวัง

• บำเพ็ญทุกรกิริยา
ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะนั้นเพื่อค้นหนทางแห่งความดับทุกข์ พระองค์จึงเสด็จไปยังแคว้นมคธเพื่อไปขอเป็นศิษย์ ในสำนักอาฬารดาบส เมื่อศึกษาจนจบสิ้นความรู้แต่ทรงเห็นว่ายังไม่ใช่ทางที่จะทำให้พระองค์พ้นทุกข์ จึงลาอาจารย์ไป ศึกษาต่อในสำนักอุทกดาบส แต่วิชาของสำนักนี้ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์พ้นจากทุกข์ได้เช่นกัน จึงลาอาจารย์แล้วเสด็จ ต่อไปจนถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม พระองค์ดำริว่า ความรู้ที่เกิดจากตำราวิชาต่างๆ ไม่อาจทำให้พ้นจากทุกข์ได้ พระองค์จึงตัดสินพระทัยประทับที่อุรุเวลาเสนานิคมเพื่อบำเพ็ญเพียรให้ตรัสรู้ธรรมด้วยการบำเพ็ญทุกกรกิริยา ซึ่งเป็น การทรมานพระวรกายให้ได้รับความลำบาก โดยมีพราหมณ์ ๕ คน คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ รวมเรียกว่า ปัญจวัคคีย์ มาคอยปรนนิบัติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงทรมานพระองค์ด้วยวีต่างๆ เมื่อไม่ได้ผล ก็ทรงเปลี่ยนวีใหม่ จนในที่สุดทรงอดพระกระยาหารจนพระวรกายซูบผอม เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ได้รับความทุกข์ ทรมานแสนสาหัส รวมเวลาที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยานานถึง ๖ ปี ก็มิได้บรรลุผล
• มัชฌิมาปฏิปทา
เจ้าชายสิทธัตถะทรงท้อพระทัย เพราะไม่ทรงทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้ตรัสรู้ ขณะนั้นพระอินทร์ได้ เสด็จลงมาดีดพิณถวาย สายพิณสายที่หนึ่งขึงไว้ตึงเกินไปพอดีดก็ขาด สายที่สองหย่อนเกินไปเสียงที่ออกมาก็ไม่เพราะ ส่วนสายที่สามขึงไว้พอดี ไม่ให้ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปเสียงจึงไพเราะน่าฟัง พระองค์ได้สดับและพิจารณาเห็นว่า การปฏิบัติทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา จะเป็นหนทางที่สามารถบรรลุพระโพธิญาณได้ พระองค์จึงทรงเลิกการ บำเพ็ญทุกกรกิริยา กลับมาเสวยพระกระยาหารบำรุงร่างกายให้แข็งแรงดังเดิมเพื่อที่จะทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตต่อไป เหล่าปัญจวัคคีย์เห็นดังนั้นก็คิดว่าพระองค์หมดความเพียร จึงพากันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
• สุชาดาถวายข้าวมธุปายาส
หลังจากที่พระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยาได้ครึ่งเดือนก็ถึง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เช้าวันนั้น นางสุชาดา ได้หุงข้าวมธุปายาส (ข้าวหุงด้วยน้ำนมโค) เพื่อนำไปถวายเทวดาที่ต้นไทร เนื่องจากนางได้บนบานต่อต้นไทรว่า หากเทวดาประทานพรให้นางมีลูกชาย นางจะนำข้าวมธุปายาสมาถวาย เมื่อสำเร็จตามปารถนานางจึงนำข้าวมธุปายาส มาถวายตามที่ได้ให้คำสัญญาไว้ ครั้นพอไปถึงต้นไทรนางเห็นเจ้าชายสิทธัตถะประทับใต้ต้นไทร นึกว่าพระองค์เป็น เทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ในต้นไทรได้ปรากฏกายให้เห็น นางจึงน้อมถวายข้าวมธุปายาสพร้อมกับถาดทองคำด้วยความเคารพ เมื่อเสวยข้าวมธุปายาสหมดแล้ว พระองค์นำถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสไปที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดลอยวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วถาดก็ลอยวนกระแสน้ำไปไกล ๘๐ ศอก จมลงสู่ก้นแม่น้ำซึ่ง เป็นที่อยู่ของพระยากาฬนาคราช จากนั้นพระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็น โสตถิยพราหมณ์หอบหญ้าคาเดินไปทรง บิณฑบาตหญ้าคาจากพราหมณ์ และพราหมณ์ได้ถวายหญ้าคาแก่พระองค์ด้วยความเคารพ
• ผจญมาร
เจ้าชายสิทธัตถะทรงปูหญ้าคาแล้วอธิษฐานเป็นรัตนบัลลังค์ประทับนั่งหันพระพักตร์สู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) พระปฤษฎางค์ (หลัง) สู่ลำต้นศรีมหาโพธิ์ ขัดสมาธิตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติตั้งมั่นแล้วทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้ายังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณจะไม่ลุกนี้เป็นอันขาด แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตาม จากนั้น ก็ทรงกำหนดจิตเจริญสมาธิภาวนา พระยาวัสสวดีมารซึ่งคอยติดตามเจ้าชายสิทธัตถะอยู่เกรงว่า ถ้าพระองค์ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะพ้นจากอำนาจของตน จึงขี่ช้างชื่อ ศิริเมขล์นำเหล่าเสนามารเข้าไปแสดงฤทธิ์ต่างๆ ขัดขวาง แต่พระองค์ก็ยังประทับนิ่งไม่ทรงหวั่นไหว พระยามารโกรธมากให้เสนามารรุมเข้าไปฆ่าเจ้าชายสิทธัตถะ แต่ พระองค์ทรงนึกถึงพระบารมี ๓๐ ประการที่ทรงบำเพ็ญสั่งสมมาทุกชาติ และพระองค์จะสู้กับมารด้วยบารมีเหล่านี้ จึง ขอให้นางวสุนธราแม่พระธรณีเป็นพยานในการบำเพ็ญบารมี นางจึงบันดาลรูปเป็นนารีผุดขึ้นมาจากพื้นดิน และบิดมวย ผมให้น้ำหลั่งออกมาเท่ากับบารมีทีพระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรสั่งสมออกมา น้ำที่หลั่งออกมามีปริมาณมากมายเหลือคณา นับท่วมท้นไปทั่วบริเวณ กระแสน้ำได้พัดพาพวกเสนามารไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งช้างศิริเมขล์ก็มิอาจยืนอยู่ได้ จนกระทั่ง พยามารพ่ายแพ้ ยกหัตถ์นมัสการกล่าวสรรเสริญแล้วลากลับไปยังที่อยู่ของตน พระองค์ทรงมีชัยเหนือเหล่า มารอย่างแท้จริง

• ตรัสรู้
เจ้าชายสิทธัตถะทรงบำเพ็ญเพียรเจริญสมาธิภาวนาต่อไปจนถึงยามสามซึ่งเป็นเวลาใกล้รุ่ง ก็ตรัสรู้อริยสัจ ๔ (ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะที่มีพระชนมายุได้ ๓๕ ชันษา
• ปฐมเทศนา
ภายหลังตรัสรู้แล้ว พระองค์ประทับเสวย วิมุตติสุข (ความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลส) อยู่ใต้ร่มศรี มหาโพธิ์และบริเวณใกล้เคียงเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ในสัปดาห์ที่ ๑-๔ พระพุทธองค์เสวยวิมุตติและทบทวนสิ่งที่ได้ตรัสรู้ ในสัปดาห์ที่ ๕ ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับใต้ต้นไทร นางตัณหา นางราคา และนางอรดี ซึ่งเป็นธิดา ของพระยาวัสสวดีมารอาสาพระบิดามาทำลายตบะของพระพุทธองค์ ด้วยการรำฟ้อนยั่วยวนต่างๆ นานา แต่พระองค์ มิได้สนพระทัย นางทั้งสามจึงกลับไปด้วยความผิดหวัง หลังจากที่เสวยวิมตติสุขครบ ๗ สัปดาห์ พระองค์ ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรม เนื่องจากธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้น ยากแก่การที่มนุษย์ที่มีกิเลสจะเข้าใจได้ ท้าวมหาพรหมจึงเสด็จลงมาเตือนพระสติ และทูลอารธนาให้ตรัสเทศนาโปรดสัตว์โลกทั้งปวง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรับอาราธนาของท้าวมหาพรหม จากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปยังแคว้นพาราณสี เพื่อไปโปรดปัญจวัคคีย์ พระองค์ แสดงธรรมเทศนากัณฑ์แรกคือ ธรรมจักรกัปปวัตนสูตรใน วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ขณะที่พระองค์ทรงเทศนา หนทางที่จะบรรลุธรรมนั้น ท่านโกณฑัญญะก็ได้ธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม) สำเร็จเป็นพระอรหันต์รูปแรก และได้ นามใหม่ว่าอัญญาโกณฑัญญะ และในวันนั้นท่านโกณฑัญญะก็ทูลขออุปสมบท เป็นภิกษุที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตด้วย พระวาจาซึ่งเรียกว่า เอหิภิกขุ ดังนั้นท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์รูปแรกของโลก และในวันนี้เองเป็น วันที่ศาสนาครบองค์พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็เทศนาต่ออีกจน ปัญจวัคคีย์อีก ๔ ท่านได้บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นสาวกกลุ่มแรกของพระพุทธศาสนา
• อริยสัจ ๔
พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรมครั้งแรกที่ “สารนาถ” ใกล้แคว้นกาสี และหลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ดังนี้
๑. อะไร คือ ความทุกข์
๒. อะไร คือ สาเหตุให้เกิดความทุกข์
๓. อะไร คือ ความดับทุกข์
๔. อะไร คือ ทางที่นำไปสู่การดับทุกข์
พระองค์ทรงแสดงมรรคประกอบไปด้วยองค์ ๘ อันเป็นลักษณะ ธรรมชั้นสูงขึ้นไป ที่เรียกว่า “อริยอัฎธังคิกะ” ประกอบด้วย
๑. ความเห็นชอบ
๒. ความดำริชอบ
๓. การเจรจาชอบ
๔. การกระทำชอบ
๕. การเลี้ยงชีพชอบ
๖. ความพยายามชอบ
๗. ความระลึกชอบ
๘. ความตั้งจิตมั่นชอบ

• ประกาศพระศาสนา
ในทุกแห่งหนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จโปรด พระองค์ทรงเทศนาพระธรรมคำสอน ให้แก่ผู้คนมากมาย และผู้คนเหล่านั้นยอมรับนับถือในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บ้างก็สำเร็จอรหันต์บวชเป็นภิกษุ บ้างก็บรรลุ โสดาบันเห็นธรรม วันหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดพราหมณ์ที่ชื่อ อุรุเวลกัสสปะ พระองค์ประทับใน สถานที่บูชาไฟ ซึ่งมีพญานาค (งูพิษ) ของพราหมณ์กัสสปะอาศัยอยู่มีชื่อว่า “อัคนิศาลา” ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่นั้นพระยานาคเลื้อยออกมาและปรี่เข้าหาพระองค์อย่างรวดเร็วหมายจะทำร้าย แต่พยานาคไม่สามารถ ทำร้ายพระองค์ได้ พระองค์จึงทรงทรมานพระยานาคจนกระทั่งสงบลง และเข้าไปนอนอยู่ในบาตรของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าครั้งหนึ่งได้เกิดไฟไหม้ใหญ่ในเมืองคยา ไฟได้ลุกลามไปทั่วจนกระทั่งถึงภูเขา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัส กับสาวกของพระองค์ว่า“ทั่วโลกกำลังถูกเผาไหม้ด้วยไฟ ไฟนั้นคือ ความอิจฉาริษยาและความเศร้าโศกเสียใจ บุคคลผู้มี ปัญญาเท่านั้นที่เริ่มต้นแสวงสัจธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นด้วยตนเอง เพื่อดับไฟที่เผาผลาญให้ใจรุ่มร้อนอย่างนี้
• โปรดพระเจ้าพิมพิสาร
จากเนินเขาของเมืองคยา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระราชดำเนินไปยังเมืองราชคฤห์ เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ทรงทราบข่าวการเสด็จมาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จไปต้อนรับ พร้อมด้วยพระราชินีและพระราชโอรสตลอดจน ข้าราชบริพารเมื่อได้สดับฟังระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกาลต่อมาก็ได้เป็น สาวกในพระศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน (สวนไผ่) ให้เป็นที่ประทับของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระภิกษุทั้งหลาย เวฬุวันมหาวิหาร จึงนับได้ว่าเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ขณะนั้น มีพระอรหันต์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป อยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร เป็นวันเพ็ญเดือน ๓ (วันมาฆะ) พระสงฆ์ทั้ง ๑,๒๕๐ รูปจึงเข้าเฝ้าพระสัมมา สัมพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์ทรงแดสงธรรม ซึ่งการประชุมของพระสงฆ์ในครั้งนี้เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต หมายถึง การประชุมที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการคือ มีพระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป มาชุมนุมกันโดย มิได้นัดหมาย พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุทั้งสิ้น พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ และเป็นวันเพ็ญเดือนสาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นโอกาสพิเศษ จึงแสดงพระธรรมโอวาทปาติโมกข์อันเป็นหลักของศาสนาคือ ละเว้นความชั่ว ทั้งปวง ทำความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
• โปรดพุทธบิดา
เมื่อพระเจ้าสุทโทธนะมหาราชพุทธบิดา สดับข่าวว่าพระราชโอรสได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเที่ยว ประกาศพระศาสนา ได้ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ปรารถนาจะได้พบเห็นพระพุทธองค์ จึงตรัสให้อำมาตย์ พร้อมกับบริวารหนึ่งพันไปเชิญเสด็จ แต่อำมาตย์และบริวารได้ฟังเทศน์ ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์และทูลขอบวชหมด ทุกคน จากนั้นจึงทูลเชิญเสด็จยังกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา กับพระประยูรญาติ ทำให้พระเจ้าสุทโธทนะได้ดวงตาเห็นธรรม
• โปรดพระนางยโสธรา-พระนันทะ
จากนั้นพระเจ้าสุทโธทนะทรงอาราธนาให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จโปรดพระนางยโสธรา เมื่อพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เสด็จถึงก็ทรงปลอบโยนและแสดงธรรมเทศนาโปรด จนพระนางยโสธรารู้สึกปิติยินดีหมดความเศร้าโศรก ได้ดวงตาเห็นธรรมในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับในกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์เสด็จร่วมพิธีอภิเษกสมรสของ พระนันทะ พระอนุชาที่เกิดแต่พระนางปชาบดีโคตรมีกับพระเจ้าสุทโธทนะ หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวย พระกระยาหารแล้วก็ส่งบาตรให้พระนันทะแล้วเสด็จออกจากปราสาท พระนันทะจำต้องอุ้มบาตรเดินตามเสด็จเพราะ เกรงพระทัยไม่กล้าทูลให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารับบาตรคืน จนกระทั่งถึงนิโครธารามหาวิหารอันเป็นที่ประทับจำวัด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รับสั่งให้ พระนันทะบรรพชาแล้วประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้

• ราหุลบรรพชา
หลายวันต่อมา พระนางยโสธราตรัสให้ราหุลกุมารพระราชโอรสไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทูลขอ พระราชสมบัติจากพระราชบิดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำริว่าสมบัติมีค่าใดๆ ก็ไม่ยั่งยืนถาวรเท่ากับโลกุตตรสมบัติ เป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐคือ พระนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบอกให้พระราหุลตามเสด็จพระองค์ไป แล้วจึง รับสั่งให้พระสารีบุตรบรรพชาให้พระราหุลเป็นสามเณร ซึ่งนับว่าเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทะศาสนา
• อิทธิปาฏิหาริย์
บุคคลบางจำพวกเกิดทิฐิมานะไม่เลื่อมใสในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้บุคคลเหล่า นั้นคลายทิฐิลง พระพุทะองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ให้ผู้ที่ความเห็นไม่ถูกต้องเหล่านั้นได้เห็น ดังเช่นครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยมะม่วงสุกแล้วปลูกเมล็ดในพื้นดินล้างพระหัตถ์ลงที่เมล็ดมะม่วง หน่อมะม่วง ก็เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปในพริบตาออกผลเต็มต้น เป็นต้นครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับในป่าห่าง จากบริเวณที่พระสาวกอยู่ ได้มีช้างเชือกหนึ่งและลิงตัวหนึ่ง คอยปรนนิบัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการถวายผลไม้ ดอกไม้ และน้ำผึ้ง
• โปรดองคุลีมาล
ที่เมืองสาวัตถี มีมหาโจรผู้หนึ่งนามว่า องคุลีมาล ต้องการที่จะร้อยพวงมาลัยด้วยนิ้วมือ โดยการฆ่าคน ให้ได้ครบหนึ่งพันคน เขาได้ทำการฆ่าผู้คนไปแล้วเป็นจำนวนมาก เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จผ่านมายังสถานที่ ที่องคุลีมาลอยู่ องคุลีมาลก็วิ่งไล่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะฆ่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ พระราชดำเนิน(เดิน)ไปอย่างปกติ แต่องคุลีมาลผู้ที่หมายจะฆ่าพระองค์ก็ไม่อาจที่จะวิ่งตามทันพระองค์ได้ ในที่สุด พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมโปรดจนองคุลีมาลพ้นจากบาป ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
• โปรดยักษ์อารวิก
มียักษ์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชื่อ “อารวิก” ใกล้เมืองสาวัตถี พำนักอยู่ที่ต้นไทร เป็นเหตุให้ชาวบ้า นต้องจัดคนเพื่อมาเป็นอาหารแก่ยักษ์วันละหนึ่งคน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จพระราชดำเนินมาถึงสถานที่แห่งนั้น ก็ได้ ประทับใต้ต้นไทรที่ยักษ์ตนนั้นพำนักอยู่ ยักษ์ตนนี้โกรธเข้าทำร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ก็ไม่อาจจะทำอันตราย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ หลังจากที่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายักษ์นี้ก็หยุดเบียดเบียนผู้อื่น
• พระเทวทัตทำอนันตริยกรรม
เจ้าชายเทวทัต เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้เป็นปรปักษ์ต่อพระพุทธเจ้าได้เกลี้ยกล่อมพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ปลงพระชนม์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยการมอมเหล้าช้างนาฬาคีรีให้เกิดบ้าคลั่ง แต่ช้างก็มิอาจทำอันตรายใดๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กลับหมอบลงเบื้องพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายหลังเจ้าชายเทวทัตโดนธรณีสูบ

• ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดสัตว์
นางวิสาขาเป็นภริยาเศรษฐีของพระเจ้าปเสนทิโกศล นางเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่าง ลึกซึ้ง นางกราบทูลขอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้นางได้ถวายผ้า อาหาร ผลไม้ และอาหารพิเศษแก่พระสงฆ์ที่อาพาธ นางได้กระทำกิจเหล่านี้อยู่สม่ำเสมอบุตรของนางกีสาโคตรมี ได้สิ้นชีพไป นางได้ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วย ศพของลูกชายเพื่อขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืนชีวิตแก่บุตรของนาง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ฉันจะคืนชีวิต ให้แก่ลูกชายของเธอ หากเธอสามารถหาเมล็ดมาสตาสมาให้ฉันสักหนึ่งกำมือ จากบ้านใครก็ได้ที่ยังไม่เคยมีคนตาย มาก่อน ในที่สุดนางก็เกิดปัญญาว่า ทุกชีวิตที่เกิดมาจะต้องตายกันหมด ทำไมถึงจะคืนแค่ชีวิตของลูกชายนาง ให้ฟื้นขึ้นมา เพียงผู้เดียว สิ่งนี้เป็น กุสโลบายในการสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงโปรดหญิงนักฟ้อน ทั้งหลาย นางอัมพปาลีได้นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จยังบ้านของนางพร้อมด้วยสาวกของพระองค์ พระสัมมา สัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม หลังจากฟังธรรมเทศนา นางตัดสินใจเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างบริสุทธิ์ใจ นางได้บริจาคสวนมะม่วงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยพัก เพื่อให้สร้างเป็นสังฆารามพระธรรมในพระพุทธศาสนา นั้นมีความลึกซึ้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอธิบายพระธรรมคำสอนเหล่านั้นให้ประชาชนเข้าใจ วันหนึ่งพระสัมมา สัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรพราหมณ์ชื่อไวศยะสิกัลป์ ได้ทำการไหว้ทิศทั้ง ๔ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัส กับพราหมณ์ว่า “ไม่ควรเบียดเบียนชีวิตของสัตว์อื่น ไม่ควรลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ควรพูดเท็จ และไม้ควรร่วม ประเวณีกับผู้หญิงอื่นนอกจากภริยาของท่านเอง” ธรรมทั้ง ๔ ประการนี้เป็นหลักธรรมสำคัญของพุทธศาสนาที่ควร ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในขณะที่กราบไว้ทิศทั้ง ๔ ควรตั้งใจมั่นว่าจะไม่กระทำความชั่วทุกอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแนะนำแนวทางนำไปสู่ความสงบสุข ในครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายต่อพราหมณ์ที่มีชื่อ ภษัทวาชะว่าบุคคลใดที่ประสบความสำเร็จนั้นอยู่ที่การกระทำ มีความซื่อสัตย์และอ่อนน้อมถ่อมตน การที่บุคคลใด มีโอกาสกำเนิดในตระกูลอันสูงส่ง ก็สามารถจะเป็นผู้ที่ล้มเหลวได้ หากเขาไม่ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต พระเจ้า ปเสนทิโกศล ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า พระภิกษุสงฆ์ผู้รับน้ำจากมือของทุกๆ คน เป็นการไม่เหมาะสม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงอธิบายแก่พราหมณ์ว่า พระภิกษุสงฆ์ไม่จัดอยู่ในวรรณะใด วรรณะหนึ่ง สำหรับท่านเหล่านั้นไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะรับน้ำและอาหาร แต่ท่านจะต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติ มีความเสียสละจึงจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้ โดยนัยนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า ควรปฏิบัติให้เข้าถึง หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหลักธรรมนั้นเหมาะกับประชาชนทุกหมู่เหล่า

• โปรดพุทธมารดา-ปลงอายุสังขาร
ในกาลนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำริ จะกระทำการสนองพระคุณพุทธมารดา (พระนางสิริมหามายา) จึงเสด็จ ขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาประทานแก่พุทธมารดาจบลง องค์พระสิริมหามายา พุทธมารดา ก็บรรลุโสดาปัตติผล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับลงไปสู่มนุษยโลกในเวลาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ท้าว โกสียจึงเนรมิตบันไดทิพย์ทั้ง ๓ คือ บันไดทองอยู่เบื้องขวา บันไดเงินอยู่เบื้องซ้ายบันไดแก้วอยู่ท่ามกลาง เชิงบันไดทั้ง ๓ จรดพื้นภูมิภาค ณ ที่ใกล้เมืองสังกัสนคร หัวบันไดเบื้องบนจรดยอดเขาสิเนรุราช อันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บันไดทองเป็นที่ลงแห่งหมู่เทวา บันไดเงินเป็นที่ลงแห่งหมู่พรหม ส่วนบันไดแก้วนั้นเป็นที่เสด็จลงแห่งบรมศาสดา ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จพระราชดำเนินลงสู่เทวโลก พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้ง ๓ คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก และประทานพระธรรมเทศนาให้ได้สดับฟังกันทั่วทั้ง ๓ ภพ นับตั้งแต่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้เสด็จยังสถานที่ต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนประชาชนเป็นเวลานาน ๔๕ ปีในปีที่ ๔๕ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระชนมายุ ๘๐ พรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ พระยามารได้มาเข้าเฝ้าและกราบทูล อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า งานทุกอย่างของพระองค์ได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว สมควรที่ พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้แล้ว” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับอาราธนา ตามคำกราบทูลของพระยามาร ทรงตัดสินพระทัยที่จะปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปลงอายุ สังขารของพระองค์ เมื่อพระอานนท์เถระได้ทราบเรื่องการปลงอายุสังขารของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เกิดความสดใส เป็นอย่างยิ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปลอบโยนทำให้พระอานนท์คลายความสลดใจได้
• พุทธปรินิพพาน
จากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนายังที่ต่างๆ ครั้นถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๖ ซึ่งในวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำหนดจะปรินิพพาน พระองค์ก็เสด็จกลับไปยังปาวานคร ทรงประทับที่ปาวาลเจดีย์ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ทรงเสด็จไปที่เมืองกุสินาราพร้อมกับพระอานนท์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้ พระอานนท์เถระไปตักน้ำ ณ ที่นั้นมีแม่น้ำเล็กๆ หมู่เกวียน ๕๐๐ เล่ม เพิ่งจะผ่านไปใหม่ๆ แต่น้ำในแม่น้ำนั้นยังใส สะอาดอยู่ พระอานนท์จึงใช้บาตรตักน้ำไปถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจาที่เสวยน้ำแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปที่สาละวโนทยาน(ป่าสาละ) ของมัลลกษัตริย์แห่งกรุงกุสินารา รับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดอาสนะใต้ต้นสาละ คู่แล้วประทับบรรทมแบบสีหไสยาสน์ คือบรรทมตะแคงทางด้านขวา หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ พระหัตถ์ขวายัน พระเศียรด้านขวาไว้ ส่วนพระบาทซ้ายทับพระบาทขวา โดยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ในคืนนั้นพระสัมมา สัมพุทธเจ้าประทานปัจฉิมโอวาทผ่านพระอานนท์เถระ และพระภิกษุสงฆ์อื่นๆ หลังจากที่ประทานปัจฉิมโอวาทแล้ว ก็มิได้รับสั่งใดๆ จนกระทั่งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในการปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระภิกษุสงฆ์ผู้ยัง เป็นปุถุชนอยู่กับพุทธบริษัททั่วประเทศมีความเศร้าโศกเสียใจเหลือประมาณ ในพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่แบบพระมหาจักรพรรดิ ครั้งนั้นกษัตริย์จากเมืองต่างๆ ๗ เมือง ได้แต่งราชทูตและกองทัพไปขอส่วน แบ่งพระสารีริกธาตุ เพื่อมาบรรจุไว้บูชาที่พระนครแห่งตน มัลลกษัตริย์แห่งกุสินาราไม่ยอมให้ กองทัพทั้ง ๗ พระนคก็ประชิดติดเมืองกุสินารา ฝ่ายโทณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต เป็นอาจารย์สอนไตรเพทแก่กษัตริย์ทั้งหลาย เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น จึงได้เกลี้ยกล่อมกษัตริย์ทั้งหลายเลิกการประหัตประหารกันเพราะพระบรมสารีริกธาตุเป็นต้นเหตุ ขอให้มีความสามัคคีกัน ขอให้ทุกพระองค์มีส่วนได้พระบรมสารีริกธาตุ อัญเชิญไปสักการะทั่วกัน ขอพระบรมสารี ริกธาตุแพร่ออกไปยังพระนครต่างๆ เพื่อเป็นที่สักการบูชา เคารพของมหาชนทั่วไปเถิด กษัตริย์ทั้งหลายเมื่อได้สดับ คำแห่งพราหมณ์ก็พอพระทัย จึงพร้อมกันขอให้โทณพราหมณ์เป็นผู้แบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ ถูกแบ่งไปบรรจุในพระสถูป ๘ แห่งในประเทศ พระสถูปหนึ่งได้สร้างไว้ ณ สถานที่ถวายพระเพลิง ส่วนที่สถูปที่อื่นๆ ซึ่งได้รับส่วนแบ่งของพระบรมสารีริกธาตุที่สร้างเป็นที่ระลึกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีทั้งหมด ๑๐ แห่ง
ตัวอย่างหนังการ์ตูน Animation เรื่อง “ประวัติพระพุทธเจ้า”
ตัวอย่างหนังการ์ตูน Animation เรื่อง “ประวัติพระพุทธเจ้า” : Official Extended Version
ข้อมูลและภาพ :
http://www.youtube.com
http://www.popcornmag.com
http://www.thelifeofbuddha.net