


>> เนื้อเรื่องย่อภาพยนตร์ "I Am Legend"
"ผมชื่อโรเบิร์ต เนวิลล์ ผมเป็นผู้รอดชีวิตอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้ ถ้ามีใครอยู่ข้างนอกนั่น...ใครก็ตาม ได้โปรด คุณไม่ได้อยู่คนเดียว"
โรเบิร์ต เนวิลล์ (วิล สมิธ) เป็นนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่อง แต่แม้กระทั่งเขาก็ไม่อาจจำกัดวง ไวรัส ร้ายที่ไม่มีทางยับยั้ง ไม่มีทางรักษา และถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ เนวิลกลายเป็นมนุษย์คนสุดท้ายที่รอดชีวิตอยู่ใน นิวยอร์ค ซิตี้ และอาจจะในโลกนี้ เป็นเวลา 3 ปีที่เนวิลล์เพียรส่งสารผ่านคลื่นวิทยุทุกวัน เขาหมดหวังที่จะพบกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในโลกภายนอก แต่เขาไม่ได้อยู่ลำพัง บรรดา เหยื่อโรคระบาดกลายพันธุ์ – พวกติดเชื้อ ซึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด...เฝ้าจับตาทุกย่างก้าวของเนวิลล์ และคอยให้เขาพลาด กับความหวังครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ เนวิลล์มีแรงขับในภารกิจเดียวที่เหลืออยู่ของเขาคือ หาทางที่จะกลับข้างผลจากไวรัสด้วยการใช้ เลือดที่มีภูมิคุ้มกัน ของเขา แต่เขารู้ดีว่ามีกำลังเพียงน้อยนิด...และเวลาก็เหลือน้อยเต็มที
>> ข้อมูลเกี่ยวกับนักแสดงนำภาพยนตร์ "I Am Legend"

วิล สมิธ (Will Smith)
แม้ว่าจะสร้างชื่อจากการเป็น ศิลปินเพลงแร็พ แต่ วิล สมิธ ก็สามารถพิสูจน์ความสามารถทางด้านการแสดงของตน จนเป็นที่ยอมรับทั้งในแวดวงโทรทัศน์และจอเงิน นอกจากเป็นหนึ่งในคนบันเทิงชาวอเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งแล้ว เขายังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการรับบทนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ มูฮัมมัด อาลี ใน Ali (2001) อีกด้วย
วิล สมิธ มาจากครอบครัวชนชั้นกลางชาวฟิลาเดลเฟีย และได้ฉายา “พรินซ์” จากความพริ้วในการหลีกเลี่ยง และพาตัวเองให้หลุดจากปัญหาต่าง ๆ ได้ ฉายานี้ติดตัวเขาจนกลายเป็นชื่อเรียกติดปาก จนเมื่อจับคู่กับ เจฟ ทาวเนส เป็น ศิลปินดูโอเพลงแร็พ พวกเขาก็ยังใช้ชื่อวงว่า D.J. Jazzy Jeff & the Fresh Prince สมิธสร้างชื่อได้อย่างมากในฐานะนักร้องเพลงแร็พ โดยมีผลงานแพลตินัมสองอัลบั้ม และคว้ารางวัลแกรมมี่มาครองได้หนึ่งรางวัล
อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุได้ 18 ปี สมิธเริ่มมีหนี้สินรุงรัง เพราะใช้เงินที่ได้มาอย่างไม่ยั้งมือ โชคดีที่ เบนนี่ เมดินา แห่ง วอร์เนอร์ บราเดอร์ส ต้องการจะทำละครเบาสมองทางโทรทัศน์เกี่ยวกับเด็กจน ๆ คนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเศรษฐีชาวเบเวอร์ลี จึงได้ชักชวนให้สมิธเข้ามาร่วมงาน ละครเรื่องที่ว่าคือ The Fresh Prince of Bel Air ซึ่งได้รับความนิยมออกอากาศอยู่นานถึง 6 ปี และเป็นประตูให้สมิธได้ก้าวสู่วงการภาพยนตร์ บทแรกที่เขาได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ เป็นบทเกย์หนุ่มในเรื่อง Six Degrees of Separation (1993) อีกสองปีถัดมา เขาประสบความสำเร็จกับหนังแอ๊คชั่นฟอร์มใหญ่อย่าง Bad Boys (1995) แล้วจึงสานต่อความสำเร็จได้อย่างสวยสดงดงาม ด้วยหนังวิทยาศาสตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทำเงินมอย่างโหฬารที่สุดในรอบปี เรื่อง Independence Day (1996)
ดูเหมือนสมิธจะถูกโฉลกกับมนุษย์ต่างดาวเป็นพิเศษ เพราะหลังจาก Independence Day แล้ว เขายังประสบความสำเร็จกับเรื่อง Men in Black (1997) ที่โกยเงินไปได้มหาศาลพอ ๆ กัน โดยในเรื่องนี้เขาจับคู่กับ ทอมมี่ ลี โจนส์ เป็นสายลับผู้คอยตรวจตราความเคลื่อนไหว ของมนุษย์ต่างดาวที่อาศัยอยู่บนโลก นอกจากความสำเร็จด้านรายได้จากการฉายแล้ว ผลงานเรื่องนี้ยังนำมาซึ่งความสำเร็จนอกจอ เมื่อซิงเกิ้ลเพลงเด่นจากหนังได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นแรงบันดาลใจให้สมิธกลับมาแร็พอีกครั้ง ด้วยการออกอัลบั้มเดี่ยวที่ใช้ชื่อว่า Big Wille Style ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่าถึงกว่า 8 ล้านชุด
ในปี 1998 สมิธกระทบไหล่รุ่นใหญ่อย่าง ยีน แฮ็คแมน บนจอเงิน ในผลงานเรื่อง Enemy of the State ที่ประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย ปีถัดจากนั้น เขารับบทนำเป็นผู้รักษากฎหมายในยุคศตวรรษที่ 19 ในเรื่อง Wild Wild West แต่หนังเรื่องนี้กลับล้มเหลวทั้งด้านรายได้และเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์
สมิธกู้ชื่อได้จากความสำเร็จที่ไม่โครมครามนัก กับบทแค็ดดี้ในเรื่อง The Legend of Bagger Vance (2000) แล้วจึงพิสูจน์ตนเองได้อย่างภาคภูมิ เมื่อเขารับบทเป็น มูฮัมมัด อาลี นักชกผู้เป็นตำนาน ในเรื่อง Ali (2001) บทนี้นับเป็นบทที่ยากที่สุดในอาชีพนักแสดงของเขา แต่ความอุตสาหะของเขาในการศึกษาบทเป็นอย่างดี ก็ทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์จากบทนี้ด้วย
ในปี 2002 สมิธกลับมาสวมบทเดิมเป็นสายลับในชุดดำ กับภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยของมนุษย์ต่างดาวอีกครั้ง ใน Men in Black II ที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูง และในปี 2003 เขาจะพบกับผู้ชมอีกครั้ง ในผลงานภาคต่อ ของหนังที่แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ให้กับเขา คือเรื่อง Bad Boys 2
>> ภาพจากภาพยนตร์ "I Am Legend"









>> ตัวอย่างภาพยนตร์ "I Am Legend"
ข้อมูลและภาพ :
www.mthai.com
www.movieseer.com
www.popcornfor2.com
www.stop-at-nothing.com