ในเดือนมีนาคม 1996 อัลบั้ม Falling Into You ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นอัลบั้มที่ขายได้มากที่สุดจากการรวมยอดขายทุกอัลบั้มที่ออกในปีนั้น ตัวอัลบั้มขึ้นสู่อันดับสูงสุดในชาร์ทถึง 11 ประเทศด้วยกัน และได้รับรางวัลแกรมมี่ อวอร์ด ในประเภท อัลบั้มเพลงป็อปยอดเยี่ยมแห่งปี ในงานประกาศผลแกรมมี่ประจำปี ครั้งที่ 39 ตัวอัลบั้มทำยอดขายได้สูงถึง 31 ล้านก็อบปี้ จากการขายทั่วโลก และได้เป็นหนึ่งในสามอัลบั้มที่อยู่ใน Top10 ของอันดับ Billboard 200 ได้นานเกิน1ปีอีกด้วย
อัลบั้มต่อมา Let's Talk About Love ได้รับรางวัลแกรมมี่ถึง 2 ตัว เพลงในอัลบั้มได้บันทึกเสียงใน ลอนดอน นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส อัลบั้มนี้เซลีนได้ผู้ร่วมทำงานมากมาย ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์มือดี
นอกจากนี้ตัวอัลบั้มยังได้วางแผงในวันเดียวกับอัลบั้มรวมเพลงประกอบภาพยนตร์ไททานิคซึ่งอัลบั้มทั้งคู่ได้บรรจุเพลง " My Heart Will Go On" เพลงประกอบภาพยนตร์จาก ไททานิคเพลงนี้ประพันธ์โดยวิลล์ เจนนิ่งและได้รับการอำนวยเพลงโดย เจมส์ ฮอร์เนอร์ และวอลเตอร์ เอฟฟานาซีฟ ตัวเพลงมักได้รับเลือกให้ใช้เปิดในงานแต่งงานจากเหล่าแฟนเพลงของเซลีน
Let's Talk About Love มียอดขายรวมสูงถึง 31 ล้านก็อบปี้ตัวอัลบั้มประกอบหนัง ขายได้มากกว่า 27 ล้านแผ่น ทั่วโลกเช่นกัน จนบัดนี้ได้ขึ้นแท่นเป็นอัลบั้มเพลงบรรเลงที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไปเรียบร้อยแล้ว เซลีนยังได้ร้องเพลง My Heart Will Go On โชว์ในงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 70 ซึ่งถ่ายทอดสดไปทั่วโลก และรางวัลออสการ์ตัวที่สองก็ตกเป็นของเธอจากเพลงนี้ หลังจากที่เคยได้รางวัลมาแล้วจากเพลง Beauty And The Beast
อัลบั้มภาษาฝรั่งเศสอัลบั้มใหม่ S'il suffisait d'aimer ที่ใช้เวลาอัดเสียงเพียง 7 วัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 1998 วางแผงพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 8 กันยายนปีเดียวกัน ซิงเกิ้ลแรก "Zora Sourit" ได้รับการตอบรับอย่างดีจากสถานีวิทยุทั่วโลก ซึ่งเซลีนได้แนะนำเพลงไตเติ้ลแทร็กอย่าง "S'il Suffisait D'aimer" ให้แฟนเพลงได้รู้จักตั้งแต่การออกเดินสายคอนเสิร์ต Let's Talk About Love World Tour แล้ว
อัลบั้มชุดต่อมาที่ออกในปีเดียวกัน These Are Special Times อัลบั้มพิเศษกับ 16 เพลง เป็นอัลบั้มเพื่อเทศกาลคริสตมาส มีเพลงคริสตมาสสุดคลาสสิก อย่าง "Blue Christmas" และ "The Christmas Song (Chestnuts Roasting On An Open Fire)" เพลงตามประเพณีของศาสนาคริสต์อย่าง "O Holy Night" และ "Adeste Fidelis (O Come All Ye Faithful)" และอัลบั้มชุดนี้มีเพลงที่ได้ทำงานร่วมกันกับโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง อาร์ เคลลี่ย์ ที่ทั้งร่วมร้อง และโปรดิวซ์ให้กับเธอในเพลง "I'm Your Angel" ตัวเพลงขึ้นอันดับหนึ่งบนบิลบอร์ดชาร์ตนานถึง 6 สัปดาห์พร้อมกันนี้ยังมีเพลงจากนักแต่งเพลงชื่อดังอย่าง ไดแอน วอร์เรน ให้กับเพลง "These Are The Special Times" ให้เธอร้อง และ"The Prayer" ได้ร่วมร้องกับนักร้องเสียงเทนเนอร์ แอนเดรีย บ็อคเชลลี่
ในปีเดียวกัน สำนักพิมพ์ Dundurn Press ได้รับสิทธิ์ในการตีพิมพ์หนังสือชีวประวัติของเซลีนออกจำหน่าย ในชื่อ Celine...The Authorized Biography สำนักพิมพ์ได้ติดตามทัวร์กับเซลีนไปทุกที่ กว่าหนึ่งปีกับการเก็บข้อมูลของ จอร์จ เฮอร์เบิร์ต เกอร์เมน หลังจากนั้นในปี 2000 เซลีนและจอร์จ ได้ร่วมมือกันทำหนังสือออกมาอีกเล่มในชื่อ Celine Dion...My Story, My Dream โดยในเล่มนี้ เซลีนเป็นคนเล่าเรื่องราวในชีวิตเธอเอง อัตประวัติของเธอในเล่มนี้ ประกอบด้วยรูปภาพ ที่มาจากหลังเวทีคอนเสิร์ต บนรถทัวร์ รวมถึงในห้องอัดด้วย
อัลบั้มรวมฮิตของเธอ All The Way... A Decade Of Song วางแผงครั้งแรกในปี 1999 โดยบรรจุเพลงจากซิงเกิ้ลดังไว้อย่าง "The Power Of Love," "Because You Loved Me," "I'm Your Angel," และเพลงรางวัลแกรมมี่อย่าง "My Heart Will Go On" นอกจากนี้ยังมี "Beauty And The Beast," "It's All Coming Back to Me Now" และ "If You Asked Me To" พร้อมกับ 7 เพลงใหม่ที่อัดเสียงเพื่อบรรจุไว้ในชุดนี้โดยเฉพาะ กับไตเติ้ลแทร็กอย่าง "All The Way" การนำเพลงของ แฟรงค์ ซินาทรา นักร้องหนึ่งในดวงใจของเธอมาร้องใหม่
ในวันสิ้นปีของปีนั้น เซลีนได้แสดงโชว์คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในมอนทรีอัลบ้านเกิด ชื่อคอนเสิร์ตว่า La Derni?re de C?line ซึ่งคอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตต้อนรับสหัสวรรษใหม่ที่กำลังจะมาถึง และในงานคอนเสิร์ตก็ยังมีการนับถอยหลังสู่ปี 2000 อีกด้วย

กำเนิดบุตรชาย ปี 2543-2544 ของเซลีน ดิออน Celine Dion
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นระยะที่เซลีนเว้นวรรคทางการหารายได้ บริษัทต้นสังกัดได้รวมเพลงอันเป็นที่นิยมและเพลงอันหาฟังยากออกจำหน่าย โดยจัดทำเป็นผลงานเพลงชื่อ "เดอะ คอลเลกเตอส์ ซีรีส์ ชุดที่หนึ่ง" (The Collector's Series Volume One) จุดเด่นได้แก่การนำเพลงสำคัญหลายเพลง เช่น เพลง "เดอะ เพาเวอร์ ออฟ เดอะ ดรีม" (The Power of the Dream) ซึ่งเป็นเพลงเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เมืองแอตแลนตาใน พ.ศ. 2539 เพลง "โซลา โอตรา เวซ" (Sola Otra Vez, โดดเดี่ยวเดียวดาย) ซึ่งเป็นเพลงภาษาสเปนของเพลง "ออล บาย มายเซลฟ์" (All By Myself) และเพลง "บี เดอะ แมน (ออน ดิส ไนต์)" [Be The Man (On This Night)] ฉบับภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น
อนึ่งเวลา 13:00 นาฬิกาของวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2541 เซลีนให้กำเนิดบุตรชาย คือ เด็กชายเรอเน-ชาลส์ แองเชลิล ทารกมีน้ำหนักตัวกำลังกินที่ 6 ปอนด์ 8 ออนซ์ และได้เข้ารับพิธีศีลมหาสนิท ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 ณ โบสถ์บาซิลิกา จังหวัดมอนเทรออล รัฐควิเบก แคนาดา
การกลับมาของเซลีน ดิออน Celine Dion ปี2545-2546
หลังจากพักกันอย่างเต็มที่ถึง 2 ปี การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของอัลบั้มชุดใหม่ A New Day Has Come ที่วางแผงเมื่อ มีนาคม 2002 หลังจากวางแผงเพียง 2 สัปดาห์ ตัวอัลบั้มได้เข้าไปยึดอันดับหนึ่งของชาร์ทอัลบั้มขายดีกว่า 17 ประเทศทั่วโลก ทั้งใน ออสเตรเลีย ออสเตรีย แคนาดา ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี่ นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ตัวอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงที่เป็นตัวแทนความหมายของสิ่งดี ๆ ที่จะเข้ามาในสหัสวรรษใหม่ อย่าง " A New Day Has Come" , เพลงช้าๆ ทรงพลังอยาง " แฮพว์ยูเอเวอร์บีนอินเลิฟ (Have You Ever Been In Love)" กับ "I Surrender", และเพลงแดนซ์อย่าง "Sorry For Love", ไล่มาถึงเพลงเก่าอมตะร้องใหม่แบบ "At Last" และ "Nature Boy", ปิดท้ายด้วยเพลงดีที่ต้องฟัง " แอมอะไลฟ์ (I'm Alive)" "Goodbye's (The Saddest Word)" และ "Rain, Tax (It's Inevitable)" พร้อมกับการออกเดินสายบนหน้าจอโทรทัศน์ และเธอยังได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไปทั่วทุกมุมโลก ต่อมาเธอได้ลงนามแสดงคอนเสิร์ตชุดอะนิวเดย์... ระหว่างดำเนินการแสดงตลอดระยะเวลา 5 ปี ผลงานเพลงชุด "วัน ฮาร์ต" (One heart) ก็ได้ออกจำหน่าย โดยเพลงเด่น ได้แก่ "ไอ โดรฟ ออล ไนต์" (I drove all night) ซึ่งเดิมเป็นเพลงของ รอย ออบินสัน
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ผลงานเพลงภาษาฝรั่งเศสชุด "อวิน ฟีเยอ เอต์ กัตเรอ ตีป์" (1 fille & 4 types, หนึ่งสาวสี่ชาย) ซึ่งบรรดาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในผลงานเพลงชุดก่อน ๆ ของเซลีนได้ระดมสมองร่วมกันผลิตผลงานเพลงชุดนี้ ประกอบด้วย ชอง-ชากส์ โกลด์แมน (Jean-Jacques Goldman)ชาร์ก เวเนรุสโซ (Jacque Veneruso) เอริก เบ็นซี (Eric Benzi) และ กิลดัส อาร์เซล (Quildas Arzel) โดยซิงเกิลชื่อ "ตู ลอร์ เดส์ ออมส์" (Tout l'or des hommes, ขุมทองของมนุษย์) จากผลงานเพลงดังกล่าวยังสร้างประวัติการณ์ใหม่ในวงการวิทยุแคนาดา โดยได้รับการเปิดเผยแพร่บ่อยครั้งที่สุด
อนึ่ง ด้วยความร่วมมือและประสานงานกับแอน เกดเดส ช่างถ่ายภาพทารก ได้มีการจัดสร้างผลงานตามโครงการ "ปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์แห่งชีวิตใหม่" (Miracle : A celebration of new life) ประกอบเพลงสื่อความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตร และสมุดภาพทารก ซึ่งสมุดภาพดังกล่าวได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสื่อขายดีโดยนิตยสารนิวยอร์ก ไทม์

เซลีน ดิออน Celine Dion ราชินีแห่งลาส เวกัส ปี 2546 - 2550
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2546 เซลีนได้ลงนามในความตกลงทำการแสดง 5 คืนต่อ 1 สัปดาห์ตลอดระยะเวลา 3 ปี(ซึ่งภายหลังได้เพิ่มเป็น 5 ปี) ที่โรงละคร "เดอะ โคลอสเซียม" (The Colosseum) โรงแรมซีซาส์ พาเลส (Caesars Palace) ซึ่งโรงละครประกอบด้วยที่นั่ง 4,000 ที่ การแสดงมีชื่อว่า "อะ นิว เดย์..." (A new day...) ระยะเวลา 90 นาทีต่อ 1 รอบ โดยเปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ '25 มีนาคม พ.ศ. 2546 เซลีนได้รับแนวคิดการทำการแสดงนี้หลังจากเธอดูการแสดงชุด โอ (O) ซึ่งอำนวยการสร้างโดย ฟรังโก ดรากอน (Franco Dragone) ในช่วงต้นของการพักยาวของเธอ อะนิวเดย์นับเป็นการแสดงที่ผสมผสานการเต้น, ดนตรี และอุปกรณ์ตื่นตาตื่นใจ และในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ผลงานเพลงชุด "อะ นิว เดย์...ไลฟ์ อิน ลาส เวกัส" (A new day...live in Las Vegas) ซึ่งเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดดังกล่าวและประกอบด้วยเพลงใหม่ 2 เพลง ออกจำหน่าย นอกจากนี้ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เซลีนก็ได้ออกดีวีดีบันทึกการแสดงสดของเธอ ไลฟ์ อิน ลาส เวกัส - อะ นิว เดย์...(Live in Las Vegas - A New Day...) อีกด้วย การแสดงอะนิวเดย์จบลงในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2550
เซลีน ดิออน Celine Dion กลับสู่ห้องบันทึกเสียง 2550 - ปัจจุบัน
ภายหลังการออกอัลบั้มรวมเพลงยอดนิยมภาษาฝรั่งเศสของเธอ "อง เนอ ชองเชอ ปา" (On ne change pas, เราไม่เปลี่ยนแปลง) ประกอบด้วยเพลงใหม่ 3 เพลง, รวมถึงเพลงที่ร้องคู่กับวงอิล ดิโว่ เพลงI believe in you เมื่อเดือนวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ในประเทศไทยเซลีนก็ได้ออกอัลบั้มภาษาฝรั่งเศสล่าสุดในชื่อว่า แดล (D'elles) ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2550ซึ่งไม่มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยแต่อย่างใด โดยมีเพลงเด่นจากอัลบั้มนี้คือ เอต์ ซีล นอง แรสเต กวิน (เชอ เซอเร แซลเลอ-ลา) (Et s'il n'en restait qu'une (je serais celle-La)) ซึ่งติดอันดับเพลงยอดนิยมในฝรั่งเศส
วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 ในประเทศไทย เซลีน ก็ได้ออกอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดใหม่ เทกกิงแชนเซส (Taking Chances) เพลงเด่นจากอัลบั้มนี้ได้แก่เพลง เทกกิงแชนเซส (Taking Chances) ที่สามารถขึ้นอันดับสูงสุดในประเทศไทยในอันดับที่ 3 ของชาร์ท Get 102.5 และในต้นปี พ.ศ. 2551 เซลีนจะออกคอนเสิร์ตทัวร์รอบโลกอีกครั้งในชื่อว่า "Taking Chances World Tour" โดยเริ่มต้นที่แอฟริกาใต้ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
Concert - Celine Dion - I'm alive (Live-Divas Las Vegas)