|

ผิวสวย หน้าใส ไร้สิวเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของ แต่การที่จะมีผิวหน้าที่สวยเนียนเรียบนั้น ต้องมีเวลาในการดูแลบำรุงรักษามากทีเดียว หากคุณไม่มีเวลาพอหรือดูแลไม่ดี สิวก็อาจจะมาเยือนคุณบ่อยๆแถมยังทิ้งรอยดำ เป็นหลุมเป็นบ่อไว้อีกตะหาก เพื่อให้ใบหน้าไร้สิว ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สิว” ก่อน สิว สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศและทุกวัย โดยเฉพาะ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ส่วนใหญ่มักจะพบสิวขึ้นบนใบหน้า แต่ในบางคนอาจพบได้ที่บริเวณหน้าอก หลัง หรือบริเวณอื่นๆ สิวที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด  ต่อมขุมขนปกติ สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวที่เริ่มเป็นตุ่ม สิวอักเสบและเป็นหนอง
1. สิวไม่อักเสบ หรือ สิวอุดตัน มีลักษณะเป็นตุ่มหัวสีดำเรียกว่า “สิวหัวดำ” หรือ “สิวหัวเปิด” แต่ถ้ามองตรงกลางหัวสิวเป็น สีขาว จะเรียก “สิวหัวขาว” หรือ “สิวหัวปิด” 2. สิวอักเสบ หรือ สิวหัวช้าง มีลักษณะเป็นตุ่มแดง หรือตุ่มหนอง อาจมีอาการเจ็บหรือมีไข้ได้ ถ้าเกิดการอักเสบที่รุนแรงมักจะเป็นสิวที่เม็ดโตกว่าสิวอุดตัน เมือเป็นมาก ๆ สิวอักเสบจะทิ้งรอยเป็น ทำให้ผิวหน้ามีรอยบุ๋มหรือรอยขรุขระ สาเหตุของการเกิดสิวนั้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน 1. เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นฮอร์โมนเพศจะมีระดับสูงขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และสร้างไขมันขึ้นมา จึงมีโอกาสอุดตันและอักเสบตามมา นอกจากนี้ในช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนเพศก็อาจเกิดสิวได้เช่นกัน เช่น ช่วงที่มีประจำเดือนหรือช่วงตั้งครรภ์ 2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย P.ACNE ซึ่งเมื่อมีการเพิ่มจำนวนขึ้นก็จะทำให้เกิดสิวอักเสบได้ 3. เกิดจากภาวะที่จิตใจและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปหรือมีความเครียด ตลอดจนพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุอย่างหนึ่ง ที่ทำให้หลาย ๆ คนเป็นสิว ฉะนั้นจะต้องพยายามทำใจให้สงบ 4. เกิดจากการล้างหน้ามากเกินไปหรือใช้สบู่ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการระคายเคือง เกิดการอุดตันของรูขุมขน หรือแม้แต่การใช้เครื่องสำอางบางชนิดซึ่งมีสารก่อให้เกิดสิวปะปนอยู่ ก็ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน 5. เกิดจากการรับประทานยาบางชนิด ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ หรือสารกระตุ้นบางชนิด 6. เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น พบว่าการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เนื่องจากการมีฝุ่นละอองมาก ดังนั้นควรทำความละอาดใบหน้าหลังเลิกงาน หากเป็นสิวเรื้อรังต้องรีบไปพบแพทย์ หากปล่อยไว้นานจะยากต่อการรักษา 
แนวทางในการป้องกันและลดโอกาสของการเกิดสิว 1. ควรใช้สบู่อ่อนๆ ล้างหน้า วันละ 2 ครั้งแต่ถ้าใบหน้ามันมาก อาจล้างหน้าหรือใช้กระดาษซับมันตอนกลางวันได้ 2. เมื่อเป็นสิว ไม่ควรกดหรือบีบสิว เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น นอกจากนั้นอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นตามมา 3. ควรเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ได้มาตรฐาน ผ่านการทดลองแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดสิว 4. ในเรื่องของอาหาร สามารถรับประทานอาหารได้อย่างปกติ เนื่องจากอาหารไม่ใช่สาเหตุที่ก่อให้เกิดสิว ยกเว้นกรณีที่สังเกตได้ชัดว่า เมื่อรับประทานอาหารชนิดนี้เข้าไปครั้งใดแล้วทำให้เกิดสิวเห่อขึ้นที่ใบหน้าทุกครั้ง ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้น 5. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพจิตที่ดี ไม่ควรเครียดง่าย หลังจากที่สิวหายเป็นปกติแล้ว “รอยแผลเป็น” อาจจะเป็นสิ่งที่เกิดตามมาได้ เนื่องจากการดูแลรักษาที่ไม่ถูกต้อง หรือ เกิดจากการแกะเกา ดังนั้นเมื่อคุณเป็นสิว จึงควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อทำการรักษาและให้คำแนะนำเรื่องการดูแลรักษาใบหน้าอย่างถูกวิธี การรักษาสิวนั้นอาจต้องใช้ยาหลายตัวร่วมกัน ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีการรักษาตามลักษณะอาการของสิวที่เกิดขึ้น ดังนี้ 1. การใช้ยารับประทาน หรือยาทาเฉพาะที่ ซึ่งควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่ง 2. ในกรณีที่เป็นสิวอุดตันมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องมือกดสิว เพื่อช่วยให้หัวสิวหลุดออก การกดหัวสิวต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังเท่านั้น เนื่องจากต้องใช้เทคนิคที่ถูกต้องและเครื่องมือที่สะอาด เพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นหรือการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งอาจลุกลามเป็นแผลติดเชื้อได้ 3. ในกรณีที่เป็นสิวหัวใหญ่ หรือสิวอักเสบ และต้องการเห็นผลเร็วในการรักษา แพทย์อาจพิจารณา ให้ฉีดยาลดการอักเสบเข้าที่หัวสิว เพื่อลดการอักเสบและให้สิวยุบตัวเร็วขึ้น 4. โดยทั่วไปหลังจากเป็นสิว มักเกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็นจากสิว ซึ่งแพทย์จะมีวิธีในการรักษาได้หลาย ๆ วิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยดำหรือแผลเป็นว่าเหมาะกับวิธีใด วิธีการรักษาที่มี ได้แก่ การใช้ยาทา การจี้ด้วย TCA, การทำ AHA ทรีตเมนท์ การทำไอออนโต, การฉีดสารคอลลาเจน, การใช้แสงเลเซอร์, การกรอตื้นด้วยคริสตัล เป็นต้น ข้อมูลจาก : sanook.com/siamhealth.net
|